» » » ข้อมูลด้านโภชนาการของผักไมโครกรีน Microgreens

ข้อมูลด้านโภชนาการของผักไมโครกรีน Microgreens

posted in: Blog | 0

ผักไมโครกรีน Microgreens

ไมโครกรีน คือต้นอ่อนขนาดเล็กที่เพาะจากเมล็ดของพืชผัก หรือสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ซึ่งเจริญเติบโตจนมีใบจริง 2-3 ใบ ไมโครกรีนที่มีอายุ 8-12 วัน ความสูงประมาณ 3-4 นิ้วจะมีปริมาณสารอาหารสูงสุด และมีรสชาติอร่อยเข้มข้นที่สุด แม้จะมีขนาดเล็กแต่ผักไมโครกรีนมีคุณค่าทางสารอาหารในปริมาณที่สูงมากกว่าผักประเภทเดียวกันที่โตเต็มวัยแล้ว 5-40 เท่า อันได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เกิดขึ้นในกระบวนการงอกของต้นอ่อน (germination) สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตทั้งหมดจึงสะสมอยู่ในต้นอ่อน และจะถูกเก็บไว้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การที่สารอาหารในผักไมโครกรีนมีมากกว่าผักที่โตเต็มวัยนั้นมีคำอธิบายว่า เพราะผักไมโครกรีนถูกเก็บทันทีหลังจากเพิ่งงอกเป็นต้นอ่อน ซึ่งในช่วงเวลานั้นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตจำนวนมากยังคงสะสมอยู่ที่ต้นอ่อน ผักไมโครกรีนที่ถูกเก็บในเวลานั้น จึงเข้มข้นไปด้วยสารอาหาร และมีรสชาติที่เข้มข้น

ข้อมูลด้านโภชนาการของผักไมโครกรีน

1. ผักไมโครกรีนมีคุณค่าทางด้านโภชนาการสูงกว่าผักชนิดเดียวกันที่โตเต็มวัย

การศึกษาในปี 2010 ตีพิมพ์ในวารสาร American Society for Horticultural Science รายงานว่าต้นกล้าผักกาดหอม (lettuce seedlings) เก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุได้ 7 วัน มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด และมีสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compound) ที่มีความเข้มข้นสูงสุด สารประกอบฟีนอลิกเป็นสารประกอบที่พบได้ตามธรรมชาติ ในพืชหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ สมุนไพร ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดธัญพืช ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเจริญเติบโต มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพคือ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลิสระ (antioxidant)

2. ผักไมโครกรีนมีวิตามินซีในปริมาณสูง

ผักไมโครกรีนเป็นแหล่งวิตามินซีที่ยอดเยี่ยม วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ การศึกษาในปี 2012 เกี่ยวกับผักไมโครกรีน รายงานว่ากะหล่ำปลีแดง (red cabbage) มีระดับวิตามินซีมากที่สุดในบรรดาผักไมโครกรีนที่ผ่านการทดสอบ โดยน้ำหนัก 100 กรัมมีวิตามินซี 147 มิลลิกรัมหรือ 245% ของมูลค่ารายวันของสารอาหาร หากเปรียบเทียบกับกะหล่ำปลีแดงที่โตเต็มวัยในปริมาณเดียวกัน กับกะหล่ำปลีแดงที่โตเต็มวัยจะมีระดับวิตามินซีเพียง 57 มิลิกรัม (ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรของสหรัฐอเมริกา)

3. ผักไมโครกรีนหลายชนิดอัดแน่นไปด้วยเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene)

เบต้าแคโรทีน คือสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และพบว่าสามารถลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย แครอทมีชื่อเสียงในเรื่องของความอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน แต่ปรากฎว่าผักไมโครกรีนหลายชนิดเป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนอีกด้วย ผักไมโครกรีนบางชนิดมีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอทเสียอีก (12 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม เทียบกับแครอทต้มในปริมาณเดียวกัน มีแคโรทีน 8 มิลลิกรัม)

4. ผักไมโครกรีนเป็นแหล่งของวิตามินอี

ปี 1967 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริการ พบว่าต้นอ่อนถั่วลันเตาที่โตในที่ที่มีแสง มีโทโคฟีรอล (วิตามินอี) อยู่มาก ปี 2012 การวิจัยพบว่าผักไมโครกรีนมีปริมาณวิตามินอีอยู่ในช่วง 7.9 ถึง 126.8 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม โดยมีต้นอ่อนหัวไชเท้าได้คะแนนสูงสุด สำหรับผู้ใหญ่ ค่าแนะที่ควรบริโภควิตามินอีในแต่ละวัน คือ 15 มิลลิกรัม ซึ่งหมายความว่าการบริโภคต้นอ่อนหัวไชเท้าเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถครอบคลุมความต้องการในแต่ละวันได้

5. ผักไมโครกรีนแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่ก็อุดมไปด้วยวิตามินเค

การศึกษาของมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าต้นอ่อนถั่วลันเตาเริ่มผลิตวิตามินเคจำนวนมากเมื่อสัมผัสกับแสงแดด วิตามินเคเป็นตัวรับอิเล็กตรอนเมื่อคลอโรฟิลล์ ดูดซับแสงแดดเพื่อผลิตคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจนในระหว่างการสังเคราะห์แสง วิตามินเคยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับมนุษย์โดยการส่งเสริมการแข็งตัวของเลือดตามปกติ วิตามินเคยังมีบทบาทสำคัญในการรักษากระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย ในปี 2012 มีการศึกษาระดับ phylloquinone (ชนิดของวิตามินเคที่ผลิตโดยพืช) ในผักไมโครกรีนหลายชนิด พบว่าผักโขมแดง (Red Amaranth) มีวิตามินเคสูงสุด นักวิจัยตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของความเข้มข้นของวิตามินเคระหว่างผักไมโครกรีนว่า มีค่าตั้งแต่ 0.6 ถึง 4.1 ไมโครกรัมต่อกรัม

ปัจจุบันกระแสความนิยมผักไมโครกรีน กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยสีสันที่สวยงาม เนื้อสัมผัสที่กรอบอร่อย รสชาติที่เข้มข้น และสารอาหารที่มีคุณค่ามากมาย จึงนิยมนำมารับประทานสดทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะทำให้ได้รับสารอาหารในปริมาณสูงสุด อีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการคือการใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์หรือน้ำมันที่มีประโยชน์อื่น ๆ ผสมรับประทานกับผักไมโครกรีน ซึ่งจะช่วยในการดูดซึมสารอาหารที่ละลายในไขมันได้ดีขึ้น เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินอี และวิตามินเค

ผักไมโครกรีนผลิตและจำหน่ายโดยบ้านน้ำผัก

Red Amaranth (โขมแดง) … ดูรายละเอียด >>
Arugula (Rocket) … ดูรายละเอียด >>
Mustard (มัสตาร์ด) … ดูรายละเอียด >>
Red Cabbage (กะหล่ำปลีแดง) … ดูรายละเอียด >>

แหล่งข้อมูล  http://www.healwithfood.org/health-benefits/microgreens-nutrition.php

Share

Leave a Reply

*

code